กลับไปหน้าบทความทั้งหมด

บทความที่ 1 · ความรู้พื้นฐาน PVD

5 ข้อดีของบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)

อ่านจบใน 5 นาทีI WEALTH PROS — ความรู้เรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ถ้าเป็นเจ้าของกิจการหรือฝ่าย HR แล้วยังลังเลว่า “จะจัดตั้ง PVD ดีไหม” บทความนี้สรุปให้ครบใน 5 นาที พร้อมอัปเดตกฎหมายล่าสุดที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ในปี 2569 ด้วย

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ PVD คือสวัสดิการที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันออมเงินเพื่ออนาคต โดยลูกจ้างสะสมเงินส่วนหนึ่งจากเงินเดือน (2–15%) และนายจ้างสมทบเพิ่มอีกในอัตราเดียวกันหรือมากกว่า เงินก้อนนี้จะถูกนำไปบริหารโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. หลายคนอาจมองว่า PVD เป็น “ต้นทุน” ของบริษัท แต่จริง ๆ แล้วมันคือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนกลับมาหลายด้าน วันนี้เราสรุปมาให้ 5 ข้อ

  1. 1

    ดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้กับองค์กร

    ในตลาดแรงงานที่แข่งขันสูง คนทำงานยุคใหม่มองสวัสดิการระยะยาวเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้เงินเดือน การมี PVD คือสัญญาณที่บอกผู้สมัครและพนักงานว่า บริษัทมองการณ์ไกลและใส่ใจอนาคตของพวกเขาจริง ๆ ไม่ใช่แค่จ่ายค่าจ้างรายเดือนแล้วจบกัน

  2. 2

    ประหยัดภาษีได้ทั้งบริษัทและพนักงาน

    ฝั่งบริษัท เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเข้ากองทุนสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ส่วนฝั่งพนักงาน เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง และไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี (นับรวมกับ RMF, กบข. และประกันบำนาญ) เรียกได้ว่า “วิน-วิน” ทั้งสองฝ่าย

  3. 3

    สร้างวินัยการออมและความมั่นคงหลังเกษียณ

    PVD ทำหน้าที่เหมือน “ตัวช่วยออมเงินอัตโนมัติ” ให้พนักงานทุกเดือนโดยไม่ต้องอาศัยแรงจูงใจส่วนตัว เมื่อเวลาผ่านไปพร้อมผลตอบแทนจากการลงทุน พนักงานจะมีเงินก้อนไว้ใช้ยามเกษียณ ลาออก หรือเป็นหลักประกันให้ครอบครัวหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ลดภาระที่จะกลับมาเป็นปัญหาสังคมในระยะยาว

  4. 4

    เสริมภาพลักษณ์องค์กรและ Employer Branding

    บริษัทที่มี PVD มักถูกมองว่ามีธรรมาภิบาลและใส่ใจพนักงานตามแนวทาง ESG (Environmental, Social, Governance) ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่นักลงทุน คู่ค้า และลูกค้าองค์กรจำนวนมากใช้พิจารณาความน่าเชื่อถือของธุรกิจในปัจจุบัน

  5. 5

    ยืดหยุ่นกว่า และมาก่อนกฎหมายบังคับที่กำลังจะมาถึง

    ประเด็นที่ต้องรู้ทันคือ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป บริษัทที่ไม่มี PVD จะต้องนำส่งเงินเข้า “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเริ่มที่ฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง และจะปรับเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.50% ตั้งแต่ปี 2574 หากไม่นำส่งตรงเวลาจะมีโทษปรับ 5% ต่อเดือนของยอดค้างชำระ พูดง่าย ๆ คือ อย่างไรบริษัทก็ต้องกันเงินส่วนนี้อยู่ดี คำถามคือจะเลือกกองทุนภาคบังคับที่กำหนดอัตราตายตัวและไม่ยืดหยุ่น หรือจะเลือกจัดตั้ง PVD ของตัวเองที่ออกแบบเงื่อนไข อัตราสมทบ และนโยบายการลงทุนได้เอง พร้อมได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มากกว่าไปด้วย

สรุปสั้น ๆ: PVD ไม่ใช่แค่สวัสดิการ แต่คือเครื่องมือบริหารคน บริหารภาษี และเตรียมรับมือกฎหมายใหม่ไปพร้อมกันในก้อนเดียว

ถ้าบริษัทของคุณยังไม่มี PVD และกำลังพิจารณาว่าจะเริ่มต้นอย่างไรให้เหมาะกับขนาดองค์กรและงบประมาณ ทีมงาน I Wealth Pros ยินดีให้คำปรึกษาแบบไม่มีค่าใช้จ่ายในเบื้องต้น เพื่อออกแบบแผนที่ใช่สำหรับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ

ขอข้อเสนอ PVD ฟรี

บทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทั่วไป อ้างอิงกฎหมายและอัตราภาษี ณ ปี 2569 ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน

บทความอื่นในชุดนี้

2เลือกผู้ให้บริการ

ทำไมต้องเลือกจัดตั้ง PVD กับ AIA

เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะจัดตั้ง PVD คำถามต่อมาคือ “จะเลือกบริษัทจัดการกองทุนเจ้าไหนดี” วันนี้เราพาไปดูเหตุผลที่หลายองค์กรเลือก AIA เป็นผู้บริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับพนักงาน

อ่านจบใน 4 นาทีอ่านต่อ
3การบริหารคน

PVD เครื่องมือมัดใจคนเก่งให้อยู่กับบริษัท

ยุคที่คนเก่งเปลี่ยนงานกันบ่อยขึ้นทุกปี ต้นทุนการหาคนใหม่แพงกว่าที่คิด PVD คือหนึ่งในเครื่องมือ “ผูกใจ” ที่คุ้มค่าที่สุดที่หลายบริษัทมองข้าม

อ่านจบใน 5 นาทีอ่านต่อ
4วางแผนภาษีนิติบุคคล

3 เครื่องมือลดหย่อนภาษีบริษัทแบบถูกกฎหมาย ที่กรมสรรพากรยอมรับ

เจ้าของธุรกิจหลายคนมองหาวิธีบริหารภาษีนิติบุคคลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และในเวลาเดียวกันก็อยากดูแลพนักงานไปด้วย วันนี้เราสรุป 3 เครื่องมือที่ตอบโจทย์ทั้งสองเรื่องพร้อมกัน

อ่านจบใน 6 นาทีอ่านต่อ